ReadyPlanet.com


ต้นทุนอิงค์แทงค์vsเลเซอร์


จากกระทู้ http://www.printer2care.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&Category=printer2carecom&thispage=1&No=324868 ขอบคุณสำหรับคำตอบทุกคำตอบครับ งั้นถ้าผมสรุปว่าเลเซอร์ดูจะไม่คุ้มเลยสิครับ ถ้าเอาไปเทียบกับต้นทุนของอิงค์แท็งแล้วต่อแผ่นอิงค์แทงก์ดูจะถูกกว่ามาก โดยผมคำนวณจากปริมาณน้ำหมึกต่อการพิมพ์รูปเต็มแผ่น1แผ่นใช้หมึกไม่น่าเกิน3cc(ผมซื้อทีละ500ซีซี300บาทตกซีซีละ60สต.)รูป1แผ่นอยู่ที่1.80+ค่าสึกหรอเครื่องผมใช้แคนนอนip1880ติดแท็งก์เครื่องละ1350ซื้อใช้ไปเกิน10เครื่องแล้วเฉลี่ยพิมพ์ได้ประมาณ25รีมหรือประมาณ12500แผ่นเครื่องจะเริ่มพังเป็นต้นทุน(1350/12500)คือ0.108สต.รวมต้นทุน0.108+1.8=1.908สตแค่นั้น ผมว่าต้นทุน 2 ระบบ ห่างกันเยอะเลยต่อให้เครื่องเลเซอร์ใช้หมึกเติมก็เถอะยังไงก็มีปัญหาต้องเปลี่ยนนู่นเปลี่ยนนี่ที่ตลับหมึกอีก สรุปผมควรกลับไปใช้อิงค์แทงค์เหมือนเดิมดีไหม และผมเข้าใจถูกไหมครับ


ผู้ตั้งกระทู้ เบิร์ด :: วันที่ลงประกาศ 2008-06-02 23:35:08


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (1762926)
เข้าใจครับว่า อิงค์แทงค์ที่คุณคำนวนมาก็น่าจะเป็นไปตามนั้นครับ  แต่ประเด็นสำคัญของโรงพิมพ์หรือร้านนามบัตรโดยทั่วไป ที่ใช้พิมพ์ Void หรือโปสเตอร์ หรืออะไรก็ตามแต่ หากมีลูกค้าสั่งสินค้าซัก 10 คน คนละ 100 แผ่น  งานพิมพ์ ที่ต้องทำใช้ 1000 แผ่น เราลองมาคิดดูว่า 1000 แผ่น และลูกค้าต้องการด่วนในอีก  3-4 ชั่วโมงข้างหน้า  ใช้อิงค์แทงค์ ไม่มีทางทำทันแน่นอนครับ คงใช้เวลาเป็นวัน หรือหลายวัน หรือเครื่องอาจจะพังก่อน  แต่เลเซอร์เจ็ท สามารถทำได้ ส่งงานล็อตใหญ่ทันลูกค้า โดยที่ไม่ต้องปฏิเสธงานลูกค้าซักราย นี่คือข้อแตกต่างของความคุ้มค่าครับ  แต่หากท่านใดต้องการพิมพ์เล่นที่บ้าน ส่งงานนักศึกษา หรือ ทำรายงานธรรมดา ควรใช้อิงค์เจ็ทจะดีกว่าครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น Technical@printer2care.com วันที่ตอบ 2008-06-03 10:01:07


ความคิดเห็นที่ 2 (1763631)

ถ้าจะมองตามนั้นก็ถูกต้องครับ แต่อาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมดซะทีเดียว ไม่งั้น เครื่อง Laserjet ก็คงไม่ได้ขายเป็นแน่เชียว อิอิอิ :)  

 เพราะว่าตามหลักการจริงๆแล้ว ต้องดูที่องค์ประกอบหลายๆอย่างรวมกันครับ  เพราะเครื่อง LaserJet และ InkJet จะถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่แตกต่างลักษณะกัน ตามจุดประสงค์ของงานที่ต้องการ และขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ใช้งานหรือลูกค้าด้วย     เดี๋ยวผมจะลองเปรียบเทียบข้อแตกต่างของเครื่องทั้งสองแบบให้ดูคร่าวๆนะครับ เผื่อจะเป็นแนวทางในการตัดสินใจได้บ้าง

เครื่อง Mono LaserJet และ Color Laserjet  สามารถที่จะใช้พิมพ์ลงบนสิ่งพิมพ์ได้เกือบทุกรูปแบบ งานที่ได้ออกมาก็ดูเด่น มันวาว เหมือนภาพถ่ายได้ โดยไม่ต้องใช้กับกระดาษชนิดพิเศษ  ไม่ว่าจะเป็นกระดาษธรรมดา ตั้งแต่แบบบางจนถึงแบบหนา ( ขึ้นอยู่กับความสามารถของเครื่องแต่ละรุ่นที่จะรองรับได้ ) ,หรือจะเป็นแผ่นใส( แผ่นใสสำหรับเครื่องถ่ายเอกสารเท่านั้นนะครับ แผ่นใสที่ใช้กับเครื่องSlide หรือ Over Head ใช้ไม่ได้นะครับ มันจะละลาย ) , หรือกระดาษมัน หรือกระดาษทั่วๆไป ก็สามารถพิมพ์ได้ทั้งนั้น  ( ยกเว้นกระดาษทิชชู่ เพราะเครื่อง ไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับใช้กับกระดาษต่อเนื่อง 55555 )  ราคากระดาษก็ไม่แพงหาซื้อได้ทั่วไป  งานที่พิมพ์ออกมาสามารถโดนน้ำได้โดยหมึกไม่ละลาย  ความเร็วในการพิมพ์นั้น ก็แล้วแต่ว่าบริษัทไหนจะผลิตออกมาอย่างไร 

สำหรับเครื่อง InkJet นั้น ต้นทุนการใช้หมึกต่อแผ่นค่อนข้างจะถูกกว่า Laserjet อย่างเห็นได้ชัด แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็มีข้อจำกัดที่แตกต่างจาก LaserJet  อยู่หลายอย่าง โดยเฉพาะ วัสดุที่จะใช้สำหรับงานพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกระดาษ หรือแผ่นใส หรือวัสดุอื่นๆ ที่เราต้องการพิมพ์ เพราะว่า งานที่ได้ออกมานั้น ถ้าถ้าใช้กับกระดาษธรรมดาทั่วๆไป  จะเทียบกับ LaserJet ไม่ได้เลย งานที่ได้ออกมาจะดูไม่สด ไม่สว่างใสเหมือนกับ LaserJet  ซึ่งถ้าต้องการให้งานออกมาสวย สีสด มันวาวเหมือนกับภาพถ่าย ก็ต้องใช้กระดาษชนิดพิเศษ อย่างเช่น กระดาษโฟโต้ กระดาษกลอสซี่ หรือกระดาษเคลือบน้ำยาแบบต่างๆที่ถูกออกแบบมาสำหรับเครื่อง InkJet และราคาก็จะสูงตามคุณภาพของกระดาษและบริษัทผู้ผลิตนั้นๆ  ซึ่งต้นทุนของเราก็จะสูงตามไปด้วย   หมึกโดนน้ำไม่ได้ เพราะสีจะเลอะ ยกเว้นแต่ว่าจะใช้หมึกชนิดพิเศษที่สามารถกันน้ำได้  ซึ่งต้นทุนก็สูงขึ้นไปอีก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนความเร็วในการพิมพ์นั้น ก็แล้วแต่ว่าบริษัทไหนจะผลิตออกมาอย่างไร ปัจจุบัน ความเร็วในการพิมพ์ก็ทำได้ดีเช่นกัน ต้องลองพิจารณาดูหลายๆยี่ห้อครับ 

ผมขอแนะนำว่า ถ้าจะพิมพ์งานหรือเอกสารที่มีแต่สีดำอย่างเดียว ควรใช้เครื่อง Mono LaserJet ทั่วไปหรือ InkJet พิมพ์แทน   ไม่ควรใช้เครื่อง Color Laserjet พิมพ์งานหรือเอกสารสีดำอย่างเดียว เพราะจะเปลืองโดยใช่เหตุ  ต้นทุนก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก  แต่ถ้าผู้ใช้งาน หรือลูกค้าต้องการก็ไม่ว่ากันครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Nai_TiS วันที่ตอบ 2008-06-03 22:35:02


ความคิดเห็นที่ 3 (1763632)

แก้ไขนิดหน่อยครับ เดี๋ยวจะงง

สำหรับเครื่อง InkJet นั้น ต้นทุนการใช้หมึกต่อแผ่นค่อนข้างจะถูกกว่า Color Laserjet อย่างเห็นได้ชัด แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็มีข้อจำกัดที่แตกต่างจาก Color Laserjet  อยู่หลายอย่าง โดยเฉพาะ วัสดุที่จะใช้สำหรับงานพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกระดาษ หรือแผ่นใส หรือวัสดุอื่นๆ ที่เราต้องการพิมพ์ เพราะว่า งานที่ได้ออกมานั้น ถ้าถ้าใช้กับกระดาษธรรมดาทั่วๆไป  จะเทียบกับ LaserJet ไม่ได้เลย งานที่ได้ออกมาจะดูไม่สด ไม่สว่างใสเหมือนกับ Color Laserjet  ซึ่งถ้าต้องการให้งานออกมาสวย สีสด มันวาวเหมือนกับภาพถ่าย ก็ต้องใช้กระดาษชนิดพิเศษ อย่างเช่น กระดาษโฟโต้ กระดาษกลอสซี่ หรือกระดาษเคลือบน้ำยาแบบต่างๆที่ถูกออกแบบมาสำหรับเครื่อง InkJet และราคาก็จะสูงตามคุณภาพของกระดาษและบริษัทผู้ผลิตนั้นๆ  ซึ่งต้นทุนของเราก็จะสูงตามไปด้วย   หมึกโดนน้ำไม่ได้ เพราะสีจะเลอะ ยกเว้นแต่ว่าจะใช้หมึกชนิดพิเศษที่สามารถกันน้ำได้  ซึ่งต้นทุนก็สูงขึ้นไปอีก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนความเร็วในการพิมพ์นั้น ก็แล้วแต่ว่าบริษัทไหนจะผลิตออกมาอย่างไร ปัจจุบัน ความเร็วในการพิมพ์ก็ทำได้ดีเช่นกัน ต้องลองพิจารณาดูหลายๆยี่ห้อครับ 

ผู้แสดงความคิดเห็น Nai_TiS วันที่ตอบ 2008-06-03 22:39:27


ความคิดเห็นที่ 4 (1778633)

นานาจิตตัง  ถ้าต้องการงานที่มีคุณภาพยังไงก็เลเซอร์ครับ....

ผู้แสดงความคิดเห็น บังเอิญแวะมาเจอ วันที่ตอบ 2008-06-19 18:37:57


ความคิดเห็นที่ 5 (1785599)

เรื่องนี้ต้องมาดูองค์ประกอบหลักของพิมพ์ครับ

1. การฉีดน้ำหมึก (InkJet)
2. การฉาบผงหมึก (Draft หรือเรียกว่า Laser เพราะใช้แสง ‘optical’ ในการวาดภาพบน Drum ก่อนแล้วให้กระดาษผ่าน Drum ไป เหมือนปั้มออกมา)

นั้นคุณภาพต่างกัน ครับ ถึงแม้ความละเอียดของ InkJet จะไปถึง 4,800dpi หรือ 19,200 dpi แล้วก็ตาม แต่ข้อจำกัดของ “น้ำ” คือมี “การซึม” บนตัวกระดาษ หรือการผืนผิวที่ดูดซับน้ำได้ นั้นยังคงไม่ค่อยดี นัก ซึ่ง Laser ที่มีขนาดความละเอียด 600 dpi นั้นให้คุณภาพในการพิมพ์มากกว่า InkJet ในความละเอียด 4,000 dpi มากครับ เนื่องจากผงหมึกนั้นไม่มีคุณสมบัติที่ก่อให้เกิดการซึมได้ง่ายเ่ท่าน้ำครับ

การใช้ความร้อนในการทำให้ผงหมึกแกะติดกับกระดาษนั้นทำให้ ผลงานที่ออกมานั้นดีกว่ามากครับ ส่วนที่ทำให้ InkJet นั้นพิมพ์ได้เกือบใกล้เคียง แล้วก็ตามแต่จุดอ่อน นั้นไม่ได้ถูกลบไป แต่แก้ไขด้วยการทำให้จุดสีนั้นลดลงเรื่อยๆ เพื่อลดการซึม ซึ่งทดสอบได้โดยหยดหมึกปากกา ที่ระดับความสูงเท่ากัน แต่หยดหมึกต่างกันนั้น จะได้ความกว้างของการซึมต่างกันครับ …..

แต่ผงหมึกไม่มีการซึมครับ แต่ต้องแลกกับราคาที่แพงกว่า เพราะมีความซับซ้อนในกระบวนการทำงานมากกว่า เพราะมีระบบที่ทำงานเทียบเท่าเครื่องถ่ายเอกสาร (ก็มันหลักการเดียวกันนั้นหล่ะ) แต่ด้วยที่ระบบคอมฯ เป็นระบบสั่งการด้วย ดิจิตอล ทำให้มันต้องทำการแปลงค่าต่างๆ ของคอมฯ เข้ามา หรือพวก PostScript หรือพวก Draft ต่างๆ ด้วยนั้นเอง ทำให้ราคาสูงกว่า

แต่เราต้องเทียบกับความคุ้มในการพิมพ์ด้วยครับ

ด้วยผงหมึกของ Leser จำนวน 1 ตลับ นั้น สามารถพิมพ์ได้ 4,000 - 10,000 แผ่น โดยประมาณ แล้วแต่ยี่ห้อ, รุ่น และลักษณะการใช้งานด้วย ด้วยราคา 2,000 - 5,000 บาท ในรุ่นระดับ Consumer ถึง SOHO หรือระดับ Enterprise ที่ 10,000 -> นั้นมีราคาต่อแผ่น A4 ที่ 0.10 - 0.25 สตางค์ เท่านั้น

เมื่อเทียบกับตลับหมึกของ InkJet ราคาตลับหมึกตั้งแต่ 250 - 2,500 บาท แต่พิมพ์ได้มากที่สุดที่ทำได้ (อ่านจากหนังสือและประสบการณ์ที่ใช้มา) ไม่เคยเกิน 400 แผ่น หรือกระดาษหนึ่งรีมครับ และต้นทุนต่อแผ่นตก 2.50 - 35 บาท ในสิ่งพิมพ์ขาวดำ - สี ซึ่งไม่นับรวมกับเติมหมึกนะครับ แต่ถ้ารวมการเติมหมึกด้วยต้องเทียบทั้งสองฝ่ายคือ InkJet และ Laser ครับ เพื่อความเสมอภาคกันครับ ซึ่งถ้าโดยรวมแล้ว Laser นั้นคุ้มกว่าในระยะยาวครับ ถ้าคิดจะใช้ 4 - 10 ปี นี่คุ้มแน่นอนครับ

ต่อมาเรื่องความเร็ว และความเงียบ นั้น Laser กินขาดครับ เอาเรื่องความเร็วก่อนนะครับ ความเร็วเป็นจุดเด่นของ Laser ครับ การพิมพ์หน้าขาวดำได้ต่ำสุดในตอนนี้ส่วนใหญ่คือ 20 หน้าต่อนาที่ครับ ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ขึ้นลง เหมือนกับ InkJet ครับ ที่พิมพ์เต็มหน้าก็็ใช้เวลาหลายนาที ต่อ 1 หน้ากระดาษครับ ซึ่งค่าความเร็วในการพิมพ์ต่อนาทีเป็นจำนวนหน้าของ Lasaer เป็นค่าที่ค่อนข้างเป็นที่ต้องการอย่างมากของคนที่ทำงานใน SOHO หรือ Office อยู่แล้วครับ และยังไม่มี InkJet ใดสามารถทำลายเรื่องความเร็วและความสะดวกในส่วนนี้ได้ครับ ส่วเรื่องความเงียบนั้น แน่นอนครับ ว่าเงียบว่าอย่างมาก

แต่ Laser มีข้อเสียคือผลหมึกนั้นมีอันตรายต่อร่างกายมากครับ ข้อนี้ต้องระวังให้ดีครับ

แต่เหตุผลที่คนใช้ Laser กันน้อยกว่่าในระดับ Home User (Consumer) เพราะว่าด้วยราคาเริ่มต้นไม่น่าจูงใจการซื้อมาใช้ ประกอบกับ Laser พิมพ์ภาพสีได้ด้อยกว่า InkJet ครับ ทำให้เหมือนกับ ความแตกต่างทางแนวคิด แนวทางการทำตลาดครับ

ซึ่ง InkJet ส่วนใหญ่ทุกยี่ห้อจะทำคลาดระดับ Home User หรือ SOHO ครับ

ส่วน Laser นั้นส่วนใหญ่ทุกยี่ห้อจะทำคลาดระดับ Corperate หรือ Enterprise ซะมากครับ


Update 00:04 / 29:12:2004 เรามาพูดถึงต้นทุนของชิ้นงานในการพิมพ์ออกมากันต่อ ถ้าจะให้ InkJet พิมพ์คมเท่า Laser คุณต้องจ่ายค่ากระดาษคุณภาพดีๆ ราคาแพงเพื่อจะได้คุณภาพงานพิมพ์เทียบเท่า Laser ครับเช่น

Laser - A4 ธรรมดา 0.05 บาท + ค่าผงหมึกต่อแผ่น 0.10 บาท = 0.15 บาท
InkJet - A4 High Quality Paper ราคา 2 บาท/แผ่น + ค่าหมึก 0.50 - 2 บาท/แผ่น = 2.50 บาทขั้นต่ำ ครับ

ปล. ด้านบนนี้ประมาณเอานะครับ และประมาณในการพิมพ์ขาวดำเท่านั้น

ลองคิดถึงการพิมพ์ที่ต้องการคุณภาพ + เวลา + จำนวนครับว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่สำหรับ InkJet ถึงจะเท่า Laser ครับ

แต่ถ้ามองในผู้ใช้ตามบ้านนั้นคงใช้เครื่องราคาถูกก่อนแน่นอน เพราะคาดหวังเพียงเพื่อใช้งานได้ในราคาที่จับต้องได้ในการพิมพ์ก่อนครับ ส่วนเรื่องรองคือค่าหมึกในตลับต่อไปนั้น แทบทุกคนได้ยินราคาแล้วลมแทบจับกันหมด เพราะซื้อทีเนี่ยก็ซื้อเครื่องได้ 1 เครื่องเลยทีเดียวครับ ….

 

ที่มาhttp://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/32/

ผู้แสดงความคิดเห็น Toner Specialist@printer2care.com (Toner Specialist-at-printer2care-dot-com)วันที่ตอบ 2008-06-26 15:19:10


ความคิดเห็นที่ 6 (1792370)
ต้องการไปอบรมทำ INK TANK ที่ไหนเปิดสอนบ้างบอกที
ผู้แสดงความคิดเห็น enjoy (enjoymydoc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2008-07-03 12:58:54


ความคิดเห็นที่ 7 (1795730)
อิงค์แท้งค์ปกติทั่วๆไป หากเป็น Dealer ของบริษัทไหน บริษัทนั้นก็จะสอนให้นะครับ ไม่ทราบเหมือนกันครับ เพราะทางเราทำเฉพาะเลเซอร์เจ็ทครับ
ผู้แสดงความคิดเห็น Technical@printer2care.com วันที่ตอบ 2008-07-07 12:30:01


ความคิดเห็นที่ 8 (1813582)

ส่วนตัวผมขอเลือกเลเซอร์สีดีกว่า เพราะผมเคยใช้อิงค์เจ็ตมามากแล้วตอนนี้กองที่บ้าน 3 เครื่อง  อย่างพวกต่อแท็งค์ก็เหมือนกันถ้าพิมพ์ต่อเนื่องมาก ๆ มันก็พังเพราะหัวพิมพ์จะร้อนเกินไป หมึกไม่ออกอีก  ปัญหาเยอะมาก (จากประสบการณ์ที่เคยพิมพ์ผลงานทางวิชาการ)แต่ถ้าใช้งานน้อย ๆ ก็คุ้มค่าคุ้มราคา

****สุดท้ายเครื่องกอง 3 เครื่องใช้ไม่ได้ เลยหันมาใช้เลเซอร์สีคุ้มจริง ๆ กับการพิมพ์งานจำนวนมาก ๆ และใช้เวลาไม่มากนักผลงานออกมา  สุดยอด....

ผู้แสดงความคิดเห็น เอ็ม วันที่ตอบ 2008-08-04 17:21:48


ความคิดเห็นที่ 9 (1820706)

ต้นทุนเท่าไรไม่รู้ แต่ inkjet หัวตันง่ายมาก แต่ laser ไม่มีปัญหาเลย

ผู้แสดงความคิดเห็น เอก วันที่ตอบ 2008-08-17 09:35:09


ความคิดเห็นที่ 10 (1845896)
เห็นด้วยกับ คห. 8 และ 9 เพิ่มเติม inkjet เวลาไม่ได้ใช้งานนานๆ หัวพิมพ์ก็ตันอีก ต้องคอยล้างหัวพิมพ์บ่อยๆ เสียอารมณ์เวลาทำงานมากมาย
ผู้แสดงความคิดเห็น ต้น วันที่ตอบ 2008-10-04 13:27:01


ความคิดเห็นที่ 11 (1931343)

ขอแนะนำเป็น Inkjet นะเพราะใช้อยู่ แต่ยี่ห้อก็ชอบแต่คนชอบ และลักษณะของงาน แต่ที่เราใช้อยุ่ตอนนี้ และไม่มีปัญหาอะไร ก็จะเป็นยี่ห้อ OKI เรื่องคุณภาพค่อนข้างมั่นใจ ทั้งในเรื่องคุณสมบัติ เช่น Automatic Colour Balance, Auto Registration, Toner Save mode and Ask OKI ,Ultra compact Single Pass Digital LED elctrophotographic page printer with four image drum cartridges.
Windows host based printing system , ส่วนเรื่องวัสดุสิ้นเปลืองก็เคยมีปัญหาอยู่บ้างเล็กน้อย แต่เราเคยเจอกระทู้หนึ่งที่เค้าบอกตัวแทนจำหน่ายของ OKI ในกรุงเทพ แถวเจริญกรุงมีบริการ On site sevice ให้ถึงสถานที่ http://www.bigtelecom.co.th/Default.aspx

โทร 0 2 675 2030 - 1

ผู้แสดงความคิดเห็น PP วันที่ตอบ 2009-04-29 15:40:47


ความคิดเห็นที่ 12 (1989467)
wow power leveling looks
ผู้แสดงความคิดเห็น wq วันที่ตอบ 2009-09-29 15:06:00


ความคิดเห็นที่ 13 (2032139)

Many have compared the game to Magic: The Gathering for its unique style of trying to conquer the other player through strategic planning  wow power leveling of your own deck. Users start off with a single hero and must utilize their resources to generate the powers of their warrior. Much like Magic: The wow power leveling Gathering, the ultimate goal is to remove all of the health aion power level of the opposition. Aside from the regular game play, participants have the option of using a “Raid Deck.” In this style, a Raid Master regulates all of the monsters and foes while the other players aion powerleveling control the characters. Players who successfully defeat the Raid Master are eligible to win certain “loot” cards, which are known to be some of the hottest commodities in World of Warcraft trading.

ผู้แสดงความคิดเห็น qweqwe วันที่ตอบ 2010-02-04 16:02:43


ความคิดเห็นที่ 14 (2322083)

ขายสุนัข เว็บขายสุนัข http://www.thaidogs.net

ผู้แสดงความคิดเห็น thaidogs (x-at-x-dot-com)วันที่ตอบ 2012-12-20 02:02:27


ความคิดเห็นที่ 15 (2322085)

ตรวจสลากฟรี เว็บตรวจสลาก http://www.lottoasian.com

ผู้แสดงความคิดเห็น lottoasian (x-at-x-dot-com)วันที่ตอบ 2012-12-20 02:07:52



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล